หน้าแรก

# บริการ

ให้คำปรีกษากฎหมาย รับว่าความทั่วประเทศ

สำนักงานธรรมณุกูลทนายความ

ทนายความมืออาชีพ พร้อมสู้เพื่อสิทธิของคุณ

ปรึกษาฟรี 15 นาที - จองเลย

ทำไมถึงต้องเลือกเรา เมื่อต้องการใช้หรือรักษาสิทธิประโยชน์ของท่าน

กฎหมายนั้นยาก แต่มันก็คือกฎหมาย

  • √ ประสบการณ์กว่า 20 ปี
  • √ เชี่ยวชาญเฉพาะทาง
  • √ ระบบติดตามออนไลน์ 

สวัสดีครับ

By Tlaw.com

ทักษะ การทำคดี

ประสบการณ์ของเราเกิดจากการว่าความให้กับบริษัทประกัยภัย ที่เป็นรัฐวิสาหกิจ อันดับหนึ่ง ของไทย มากว่า 10 ปี , ในคดีแพ่ง คดีผู้บริโภค เช่น การกู้ยืม ค้ำประกัน เราว่าความให้กับธนาคารของรัฐ มากว่า 5 ปั รับว่าความให้กับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ทั่วประเทศ มากว่า 10 ปี ประสบการณ์ในการว่าความคดี อาญา คดีเยาวชนและครอบครัว การร่างนิติกรรมสัญญา ให้กับบุคคลและนิติบุคคลมากว่า 20 ปี

ใครผิด ใครถูก เมื่อเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน

ในสถานะการที่ซับซ้อน ภายหลังจากการเกิดอุบัติเหตุ ทางรถยนต์ ใครผิด ใครถูกอย่างเพิ่งตัดสิน ทุกการตัดสินใจมีความเสี่ยง ทนายความของเราคือ เข็มทิศทางกฎหมาย ที่จะนำพาคุณไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

คดีผู้บริโภค

การที่คุณถูกเอารัดเอาเปรียบ เสียเงิน เสียทรัพย์สิน หรือเจ็บตัว เพราะการซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบธุรกิจ แล้วสินค้าหรือบริการนั้นไม่ได้คุณภาพ. เช่น ซื้อของมาแล้วพัง หรือบริการที่ได้รับไม่ตรงกับที่โฆษณาไว้ ปัญหาซับซ้อนเกิน ให้เราเป็นเข็มทิศทางกฎหมาย ที่จะนำพาคุณไปผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

กฎหมายครอบครัว

คุณกำลังเผชิญกับปัญหาเรื่องจัดการมรดก ปัญหาสินสมรส ปัญกาการหย่า ปัญหาการรับรองบุตร ปัญหาการรับบุตรบุญธรรม ปัญหาเกี่ยวกับชู้ ปัญหาการสมรสซ้อน ให้เราเป็นเข็มทิศทางกฎหมาย ที่จะนำพาคุณไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

คดีแพ่ง

หากคุณอยู่ในสถานการณ์ ฟ้องร้องสู้กันเอง ระหว่างบุตตลกับบุคคล หรือนิติบุคคลกับนิติบุคคล บุคคลกับนิติบุคคล โดยส่วนใหญ่จะเป็นเรื่อง เงิน ๆ ทอง ๆ หรือ ผิดสัญญา เช่น กู้เงินแล้วไม่คืน, โกงค่าเช่า, หรือทะเลาะกันเรื่องมรดก ฯลฯหากท่านไม่อยากอยู่ในสถานการณ์ เช่นนี้ ก่อนหรือหลังเกิดเหตุแล้ว ให้เราเป็นเข็มทิศทางกฏหมาย ที่จะนำพาคุณไปสู่ผลลัพธ์ที่ดี

กฎหมายที่ดิน/การยึดที่ดิน

หากคุณตกอยู่ในสถานการณ์ การมีปากเสียงหรือข้อขัดแย้งกันเกี่ยวกับที่ดิน เช่น การรุกล้ำแนวเขต หรือการครอบครองที่ดินของผู้อื่น หากไม่ดำเนินการแก้ไขอย่างทันท่วงที อาจเสียสิทธิ์ได้ เช่น การที่เพื่อนบ้านสร้างรั้วล้ำเข้ามาในที่ดินของคุณ แต่คุณปล่อยทิ้งไว้นานเกิน 1 ปี โดยไม่มีการฟ้องร้องคดีขับไล่ อาจทำให้คุณเสียสิทธิ์ในการฟ้องร้องได้ตามกฎหมาย และหากคุณเป็นจ้าหนี้ฟ้องคดีแล้ว ให้เราเป็นเข็มทิศทางกฎหมาย ที่จะนำพาคุณไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

คดีอาญา

เมื่อคุณตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องได้รับความเสียหายจากการถูกคนอื่นทำผิดกฎหมายอาญา ซึ่งอาจเป็นความเสียหายทางร่างกาย ทรัพย์สิน หรือชื่อเสียง โดยเรามีสิทธิ เรียกร้องค่าเสียหายจากผู้กระทำผิด (เรียกเป็นเงิน) ไปพร้อมกับคดีอาญา หรือจะไปฟ้องคดีแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายแยกต่างหากก็ได้ ให้เราเป็นเข็มทิศทางกฎหมาย ที่จะนำพาคุณไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

ความสำเร็จ / Success Story

บทความกฎหมาย / Recent Articles

บทความกฎหมายคือข้อเขียนหรือบทความที่อธิบายหลักการ ความหมาย และการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายประเภทต่างๆ เช่น กฎหมายแพ่ง (เกี่ยวกับเรื่องส่วนบุคคล สัญญา ทรัพย์สิน) และกฎหมายอาญา (เกี่ยวกับความผิดและบทลงโทษ) กฎหมายปกครอง (เกี่ยวกับ เรื่อง รัฐ โต้แย้งกับรัฐ เอกชนโต้แย้งกับรัฐ) ฯลฯ เพื่อให้บุคคลสามารถปฏิบัติตามและอยู่ในสังคมได้อย่างมีระเบียบ

คดีปกครอง
Lorem ipsum dolor sit amet consectetur adipiscing elit dolor
Click Here

คำถามที่พบบ่อย

หัวข้อคำถามยอดนิยมเกี่ยวกับ หนี้สินและการกู้ยืมเงิน

"เพื่อนยืมเงินแล้วไม่คืน ทำอย่างไร?"
1. ทวงถามอย่างสุภาพ
  • พูดคุยส่วนตัว: ทวงถามโดยพูดคุยกันสองต่อสอง เพื่อหลีก เลี่ยงการทำให้เพื่อนเสียหน้า
  • บอกความเดือดร้อน: ชี้แจงให้เพื่อนทราบว่าคุณเองก็มีความจำเป็นต้องใช้เงิน
  • ยืดหยุ่น: เสนอทางเลือกการชำระเงินเป็นงวด หากเพื่อนไม่มีเงินก้อน
  • ระวังการใช้คำ: หลีกเลี่ยงการใช้คำหยาบคาย หรือประจานเพื่อน เพราะอาจทำให้เรื่องบานปลาย
 
2. รวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินการทางกฎหมาย
  • กรณีมีหลักฐาน: หากมียอดหนี้ตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไป และมีหลักฐานการกู้ยืมเป็นลายลักษณ์อักษร (เช่น สัญญากู้ยืม) หรือหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น แชทที่ระบุว่ามีการกู้ยืมและตกลงจะคืนเงิน สามารถใช้ยื่นฟ้องร้องได้
  • กรณีไม่มีหลักฐาน: หากยอดเงินน้อยกว่า 2,000 บาท หรือไม่มีหลักฐานที่เป็นหนังสือ จะไม่สามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้ตามกฎหมาย 
 
3. ดำเนินการฟ้องร้องทางกฎหมาย
  • หากไม่ได้รับเงินคืน: เมื่อทวงถามแล้วยังไม่ได้เงินคืน และมียอดตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไปพร้อมหลักฐาน สามารถดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลได้
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: ควรปรึกษาทนายความเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายได้อย่างถูกต้อง
  • ระยะเวลาดำเนินการ: คดีแพ่งมีอายุความ 10 ปี หรือ 5 ปี หากมีการระบุการชำระคืนเป็นงวด 
 
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
  • การข่มขู่หรือใช้ความรุนแรง: การทวงหนี้ที่ผิดกฎหมายอาจนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่กว่าเดิมได้
  • การประจานเพื่อน: ไม่ควรโพสต์ข้อความประจานหรือดูหมิ่นในที่สาธารณะ เพราะอาจทำให้เสียชื่อเสียงและเป็นผลเสียต่อตัวคุณเอง 

ในการฟ้องร้องคดีกู้ยืมเงิน หลักฐานสำคัญที่สุดคือ “หลักฐานแห่งการกู้ยืม” ครับ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 653 ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า “การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่”

อธิบายให้เข้าใจง่าย:

ถ้าให้ยืมเงินเกิน 2,000 บาท คุณต้องมีหลักฐาน “ที่เป็นหนังสือ” และ “มีลายเซ็นของผู้ยืม” จึงจะใช้ฟ้องศาลได้

“หลักฐานเป็นหนังสือ” ไม่จำเป็นต้องเป็นสัญญากู้เต็มรูปแบบเสมอไป อาจเป็น จดหมาย, บันทึกข้อความ, หรือแม้แต่ข้อความแชท (เช่น LINE, Facebook Messenger) ที่ผู้ยืมพิมพ์ยอมรับว่ายืมเงินไปจริง (ซึ่งศาลฎีกาเริ่มยอมรับเป็นหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์) ก็ถือเป็นหลักฐานได้

หากไม่มีหลักฐานเหล่านี้เลย การฟ้องร้องบังคับคดีจะทำได้ยากลำบากอย่างยิ่งครับ ส่วนอายุความในการฟ้องร้องเรียกเงินกู้ (เงินต้น) คือ 10 ปี (ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30)

การคิดดอกเบี้ยเกินกฎหมายนั้น
ผิดกฎหมาย และมีผลทางกฎหมายหลายอย่าง คือ ดอกเบี้ยส่วนที่เกินถือเป็น โมฆะ (เสียเปล่า) แต่เงินต้นยังคงอยู่ ลูกหนี้จึงไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยในส่วนที่เกินนั้น และหากได้จ่ายดอกเบี้ยส่วนเกินไปแล้ว สามารถนำมาหักออกจากเงินต้นได้ นอกจากนี้ ผู้ให้กู้จะมีความผิดตามกฎหมายอาญา มีโทษทั้งจำและปรับ 
 
ผลกระทบทางกฎหมายจากการคิดดอกเบี้ยเกินอัตรา 
  • ดอกเบี้ยที่คิดเกินกฎหมายกำหนดถือเป็นโมฆะ: ข้อตกลงที่ให้คิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด (
    15%  
    ต่อปี หรือ
    1.25%
    ต่อเดือน) จะไม่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย
  • นำเงินที่จ่ายเกินมาหักเงินต้น: หากลูกหนี้ได้จ่ายดอกเบี้ยส่วนที่เกินอัตราไปแล้ว สามารถนำเงินส่วนนั้นมาหักออกจากเงินต้นได้
  • ผู้ให้กู้มีความผิดทางอาญา: การกระทำดังกล่าวถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 
 
อัตราดอกเบี้ยที่กฎหมายกำหนด 
  • สำหรับการกู้ยืมระหว่างบุคคลทั่วไป กฎหมายกำหนดให้คิดดอกเบี้ยได้ไม่เกิน
    15%
    15%
    ต่อปี (หรือประมาณ
    1.25%
    ต่อเดือน)
  • หากมีการคิดดอกเบี้ยสูงกว่านี้ ถือว่าผิดกฎหมายทันที 
 
หากตกเป็นเหยื่อ 
  • หยุดจ่ายเงินก่อน: โดยเฉพาะส่วนของดอกเบี้ยที่สูงเกินไป
  • รวบรวมหลักฐาน: เช่น ข้อความแชต สลิปการโอนเงิน
  • ปรึกษาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: สามารถขอคำปรึกษาและร้องเรียนได้ที่สายด่วนสภาผู้บริโภค โทร 1502 หรือศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้ฯ กระทรวงยุติธรรม 

พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 3 กำหนดว่า…ผู้ทวงถามหนี้” ได้แก่ เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้ให้สินเชื่อ ผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้จัดให้มีการเล่นการพนันเป็นปกติธุระตามกฎหมายว่าด้วยการพนันและเจ้าหนี้อื่น ซึ่งมีสิทธิรับชําระหนี้อันเกิดจากการกระทําที่เป็นทางการค้าปกติหรือเป็นปกติธุระของเจ้าหนี้

           “ลูกหนี้” หมายความว่า ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา และให้หมายความรวมถึงผู้ค้ำประกัน
ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาด้วย  

          ผู้ที่จะถูกทวงหนี้คือ “ลูกหนี้ ” แต่ตามกฎหมายนี้ไม่ได้หมายความถึงเฉพาะลูกหนี้อย่างเดียวเท่านั้น ยังรวมไปถึง “ผู้ค้ำประกัน” ด้วย ฉะนั้นหากเจ้าหนี้จะทวงหนี้ผู้ค้ำประกัน เจ้าหนี้ต้องปฏิบัติต่อผู้ค้ำประกันอย่างลูกหนี้ด้วย

พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558

มาตรา11 (2) ห้ามผู้ทวงถามหนี้โดยใช้วาจาหรือภาษาที่เป็นการดูหมิ่นลูกหนี้หรือผู้อื่น

มาตรา 39 บุคคลใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 11(2)  ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน1ปีหรือปรับไม่เกิน1แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

ประมวลกฎหมายอาญา

          มาตรา 393 ผู้ใดดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณาต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือนหรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยสาระสำคัญของกฎหมายมีดังนี้

ลูกหนี้ควรรู้ไว้

          ในกรณีถูกเจ้าหนี้ตามมาทวงเงินถึงที่ หากถูกข่มขู่คุกคามจะทำอย่างไรดี  จะมีใครเข้ามาดูแลได้บ้าง และการถูกปฏิบัติแบบใดที่ถือว่าไม่เป็นธรรม จำข้อกฎหมายเหล่านี้เอาไว้ จะได้ไม่ถูกเจ้าหนี้เอาเปรียบ

  1. ข้อห้ามปฏิบัติของผู้ทวงหนี้
  • ข่มขู่ ใช้ความรุนแรง ทำให้เกิดความเสียหายต่อร่างกายหรือทรัพย์สิน ผู้ฝ่าฝืนจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • พูดจาไม่สุภาพ ดูหมิ่น ผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท
  • เปิดเผยความเป็นหนี้ของลูกหนี้ให้คนอื่นได้รู้ ผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท
  • ทวงหนี้ผ่านไปรษณีย์ หรือโทรสาร โดยมีข้อความแสดงการทวงหนี้ชัดเจน ผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท
  • ห้ามระบุข้อความ เครื่องหมาย หรือชื่อทางธุรกิจของผู้ทวงถามหนี้บนซองจดหมาย ผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท
  1. ห้ามทวงหนี้แบบหลอกให้เข้าใจผิด

               – ส่งเอกสารทำให้ลูกหนี้เข้าใจผิดว่าเป็นกระกระทำของศาล เช่น ส่งเอกสารที่มีตราครุฑมาให้ลูกหนี้ ผู้ฝ่าฝืนจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  

                 –   ทำให้เชื่อว่ามีการส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถาม (Notice) จากทนายความ ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

                – ใช้เอกสารที่ทำให้ลูกหนี้เข้าใจผิดว่าจะถูกดำเนินคดี หรือถูกยึดทรัพย์ ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

                – แอบอ้างว่าเป็นการทวงหนี้จากบริษัทข้อมูลเครดิตใดๆ ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

                   กฎหมายระบุด้วยว่า การติดตามกับลูกหนี้ ให้ติดต่อตามสถานที่ที่ลูกหนี้แจ้งไว้เท่านั้น ยกเว้นติดต่อไม่ได้ นอกจากนี้ยังกำหนดเวลาติดต่อลูกหนี้ ในวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.00 – 20.00 น. และในวันหยุดราชการ ติดต่อได้ในเวลา 8.00- 18.00 น. เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นลายลักษณ์อักษร

                    ส่วนบทลงโทษสำหรับคนทวงหนี้ หรือคนติดตามหนี้ นั้นมีในส่วนของโทษทางอาญา เช่นไปทวงหนี้กับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ค้ำประกัน หรือมีพฤติกรรมข่มขู่ มีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกินห้าแสนบาท นอกจากนี้นักทวงหนี้ต้องขออนุญาตต่อคณะกรรมการกำกับการทวงหนี้ โดยต้องจดทะเบียนต่อทางราชการ หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท ซึ่งอีก 6 เดือน นับจากนี้ลูกหนี้จะได้รับการคุ้มครองมากขึ้น เพราะพระราชบัญญัติทวงถามหนี้ ฉบับพุทธศักราช 2558 จะมีผลบังคับใช้ โดยกฎหมายฉบับใหม่ห้ามไม่ให้เจ้าหนี้ใช้ความรุนแรง ห้ามใช้วาจาดูหมิ่น หรือก่อความรำคาญ รวมถึงกำหนดช่วงเวลาทวงหนี้ด้วย สาระสำคัญของพระราชบัญญัติทวงถามหนี้ 2558 ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยกฎหมายฉบับนี่จะทำให้ลูกหนี้ได้รับความคุ้มครองมากขึ้

หัวข้อคำถามยอดนิยมเกี่ยวกับ มรดกและพินัยกรรม

"ถ้าบิตามารดาเสียชีวิตโดยไม่ทำพินัยกรรม มรดกจะแบ่งกันอย่างไร?"

 เมื่อบุคคลใดถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้ กองมรดกของผู้นั้นจะตกทอดแก่ “ทายาทโดยธรรม” ตามลำดับและสัดส่วนที่กฎหมายกำหนดไว้ใน ป.พ.พ. บรรพ 6 ว่าด้วยมรดก (เริ่มตั้งแต่ มาตรา 1599 เป็นต้นไป)

ถ้าผู้ตายมีคู่สมรส (ที่จดทะเบียนถูกต้อง): ต้องแบ่ง “สินสมรส” กันก่อนครึ่งหนึ่งให้คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง (ที่เป็นส่วนของผู้ตาย) พร้อมกับ “สินส่วนตัว” ทั้งหมดของผู้ตาย จะกลายเป็น “กองมรดก”

ทายาทโดยธรรม (ตาม มาตรา 1629) มี 6 ลำดับ:

ผู้สืบสันดาน (ลูก, หลาน, เหลน)

บิดามารดา

พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน

พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน

ปู่ ย่า ตา ยาย

ลุง ป้า น้า อา

หลักการแบ่ง: กฎหมายใช้หลัก “ญาติสนิทตัดญาติห่าง” ครับ

ตราบใดที่มีทายาทลำดับที่ 1 (ลูก/หลาน) อยู่ ลำดับที่ 3, 4, 5, 6 จะไม่มีสิทธิได้รับมรดกเลย

แต่ทายาทลำดับที่ 1 (ลูก) และลำดับที่ 2 (พ่อแม่) จะได้รับมรดกพร้อมกัน

ส่วนคู่สมรส (ตาม มาตรา 1635): จะได้รับส่วนแบ่งมรดก ร่วมกับ ทายาทลำดับญาติที่ยังมีชีวิตอยู่ (เช่น ถ้ามีลูก คู่สมรสก็ได้ส่วนแบ่งเท่ากับลูก)

การทำพินัยกรรมสามารถทำได้หลายแบบ เช่น พินัยกรรมแบบธรรมดา (เขียนหรือพิมพ์ ระบุวัน เดือน ปี และลงชื่อต่อหน้าพยาน 2 คน) พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ (ผู้ทำเขียนเองทั้งหมด) หรือพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง (ทำที่สำนักงานเขต/อำเภอ)
1. พินัยกรรมแบบธรรมดา
  • วิธีการทำ: เขียนหรือพิมพ์ข้อความในพินัยกรรม ระบุ วัน เดือน ปี ที่ทำ
  • การลงลายมือชื่อ: ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อ (หรือพิมพ์นิ้วมือ) ต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คน และพยานต้องลงลายมือชื่อรับรองด้วย
  • เอกสารที่ใช้: บัตรประจำตัวประชาชน และเอกสารเกี่ยวกับทรัพย์สิน (ถ้ามี)
  • ข้อควรระวัง: หากมีการแก้ไข ต้องลงชื่อกำกับและมีพยานลงชื่อรับรอง 
 
2. พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ
    • วิธีการทำ: ผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนข้อความทั้งหมดด้วยลายมือของตนเองทั้งหมด
  • การลงลายมือชื่อ: ระบุ วัน เดือน ปี และลงลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรม
  • พยาน: ไม่จำเป็นต้องมีพยาน
  • ข้อควรระวัง: ควรบอกคนใกล้ชิดไว้เพื่อป้องกันการสูญหาย
 
3. พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง
  • วิธีการทำ: ไปทำที่สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอใดก็ได้
  • ขั้นตอน:
    • แจ้งความประสงค์และถ้อยคำต่างๆ ต่อเจ้าหน้าที่
    • เจ้าหน้าที่จะบันทึกถ้อยคำลงในพินัยกรรม และอ่านให้ผู้ทำพินัยกรรมและพยานอย่างน้อย 2 คนฟัง
    • ผู้ทำพินัยกรรมและพยานลงลายมือชื่อ
    • เจ้าหน้าที่จะลงลายมือชื่อและประทับตรา
  • เอกสารที่ใช้:
    • บัตรประจำตัวประชาชน พร้อมสำเนา
    • หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ทรัพย์สิน
    • กรณีผู้ทำพินัยกรรมอายุ 60 ปีขึ้นไป หรือป่วย ควรมีใบรับรองแพทย์
    • พยานอย่างน้อย 2 คน (ต้องไม่มีส่วนได้เสีย)
หมายเหตุ: นอกจาก 3 แบบนี้ ยังมีพินัยกรรมแบบเอกสารลับ และพินัยกรรมแบบทำด้วยวาจา ซึ่งใช้ในกรณีพิเศษ หากทรัพย์สินมีความซับซ้อน ควรปรึกษานักกฎหมาย 
หน้าที่หลักของผู้จัดการมรดกคือการรวบรวมทรัพย์สิน ทำบัญชี และจัดการมรดกให้เป็นไปตามกฎหมายหรือพินัยกรรม ซึ่งรวมถึงการชำระหนี้สินของผู้เสียชีวิตก่อนแบ่งทรัพย์สินให้ทายาท และต้องดำเนินการในทางที่เป็นประโยชน์ต่อกองมรดกโดยรวม หากละเลยหรือไม่ทำตามหน้าที่ อาจถูกถอนออกจากตำแหน่งได้ 
 
หน้าที่ของผู้จัดการมรดกโดยสรุป
  • รวบรวมและจัดการทรัพย์สินมรดก: ติดตามหาและรวบรวมทรัพย์สินทั้งหมดของผู้เสียชีวิต เช่น เงินสด ที่ดิน หุ้น รถยนต์ รวมถึงดูแลรักษาทรัพย์สินให้อยู่ในสภาพดีและทำบัญชีทรัพย์สินให้ถูกต้อง
  • ชำระหนี้สินของผู้เสียชีวิต: ชำระหนี้สินและค่าใช้จ่ายต่างๆ ของเจ้ามรดกให้แก่เจ้าหนี้ให้เรียบร้อยก่อน
  • จัดการเรื่องภาษี: จัดการและยื่นเอกสารภาษีที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของผู้เสียชีวิต
  • แจ้งและแบ่งปันทรัพย์สินให้แก่ทายาท: แจ้งให้ทายาททราบเกี่ยวกับมรดกและแบ่งปันทรัพย์สินที่เหลืออยู่ตามพินัยกรรมหรือกฎหมาย
  • รายงานต่อศาล: ในบางกรณี อาจมีหน้าที่ต้องรายงานความคืบหน้าและผลการจัดการให้ศาลทราบ
 
ข้อควรปฏิบัติ
  • ผู้จัดการมรดกต้องจัดการทุกอย่างด้วยความรอบคอบและเป็นประโยชน์ต่อกองมรดก
  • จะทำนิติกรรมใด ๆ ที่เป็นปรปักษ์ต่อกองมรดกไม่ได้
  • หากละเลยหน้าที่ เช่น ปิดบังมรดกหรือไม่แบ่งปันให้ทายาท อาจถูกถอนออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก และอาจต้องรับผิดตามกฎหมายได้ 

หัวข้อคำถามยอดนิยมเกี่ยวกับ ครอบครัว (การหย่า, สินสมรส, บุตร)

"ต้องการหย่า ต้องทำอย่างไร?"
การหย่ามี 2 วิธีหลัก คือ การจดทะเบียนหย่า (หากทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้) และ การฟ้องหย่าโดยศาล (หากตกลงกันไม่ได้) การจดทะเบียนหย่าต้องทำเป็นหนังสือหย่า และยื่นต่อนายทะเบียน โดยอาจจดในสำนักทะเบียนเดียวกันหรือต่างสำนักทะเบียนก็ได้ ส่วนการฟ้องหย่าจะดำเนินการโดยยื่นเรื่องต่อศาล
1. การจดทะเบียนหย่า (โดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย)
  • ข้อตกลง: คู่สมรสต้องตกลงกันเป็นหนังสือในเรื่องต่างๆ เช่น ทรัพย์สิน การปกครองบุตร และค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร (ถ้ามี)
  • เอกสารที่ต้องใช้:
    • บัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของทั้งสองฝ่าย
    • ใบสำคัญการสมรส (ฉบับจริงและสำเนา)
    • หนังสือหย่าที่ลงนามโดยทั้งสองฝ่าย
    • พยาน 2 คน (ต้องนำบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านไปด้วย)
    • กรณีเคยเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล ให้เตรียมใบเปลี่ยนชื่อ/นามสกุลด้วย
  • สถานที่: ยื่นคำร้องพร้อมหนังสือหย่าต่อนายทะเบียน ณ สำนักทะเบียนอำเภอ/สำนักงานเขต หรือสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุล
  • การหย่าต่างสำนักทะเบียน: สามารถทำได้ โดยทั้งสองฝ่ายต้องตกลงกันก่อนว่าจะยื่นคำร้อง ณ สำนักทะเบียนใด
 
2. การฟ้องหย่า (โดยคำพิพากษาของศาล)
  • เมื่อใด: กรณีที่ไม่สามารถตกลงกันได้ หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอม
  • เหตุผล: ต้องมีเหตุตามกฎหมายที่กำหนดไว้ เช่น การมีชู้, การทอดทิ้ง, การทำร้ายร่างกาย
  • สถานที่: ยื่นฟ้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวตามภูมิลำเนาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
  • ขั้นตอน: ดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย โดยต้องมีผู้พิสูจน์เหตุผลที่สมควรในการขอหย่า
  • หมายเหตุ: หากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว และมีเงื่อนไขให้จดทะเบียนหย่า การสมรสจึงจะสิ้นสุดอย่างสมบูรณ์ 
เมื่อหย่ากัน สินสมรส จะถูกแบ่งให้ทั้งสองฝ่ายเท่ากันคนละครึ่ง ส่วน สินส่วนตัว (เช่น ทรัพย์ที่ได้มาก่อนแต่งงานหรือมรดก) จะตกเป็นของเจ้าของแต่ละคน และไม่ต้องนำมาแบ่ง หากตกลงกันไม่ได้ ให้นำเรื่องสินสมรสไปฟ้องศาลให้ตัดสิน ซึ่งศาลจะจัดการแบ่งสินสมรสตามกฎหมายให้
สินส่วนตัว
  • ทรัพย์สินที่ได้มาก่อนจดทะเบียนสมรส
  • ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือการให้เป็นหนังสือ ซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นสินส่วนตัว
  • เครื่องมือทำมาหากินของแต่ละฝ่าย
  • ทรัพย์สินที่ได้มาจากการแลกเปลี่ยนหรือขายสินส่วนตัวเดิม
 
สินสมรส
  • ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส เช่น เงินเดือน ค่าชดเชย
  • ทรัพย์สินที่ได้มาโดยพินัยกรรมหรือการให้เป็นหนังสือ ซึ่งระบุว่าเป็นสินสมรส
  • ดอกผลที่เกิดขึ้นจากสินส่วนตัวในระหว่างสมรส (ตามกฎหมายทั่วไปถือว่าเป็นสินสมรส หากไม่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นพิเศษ)
 
การแบ่งสินสมรส
  • กรณีตกลงกันเอง: หากทั้งคู่ตกลงกันเองในการแบ่งสินสมรส ก็สามารถทำได้ตามข้อตกลงนั้น เช่น ขายทรัพย์สินแล้วแบ่งเงิน หรือให้แต่ละฝ่ายครอบครองทรัพย์สินบางส่วน
  • กรณีตกลงกันไม่ได้: หากตกลงกันไม่ได้ ให้นำทรัพย์สินไปฟ้องศาลเพื่อแบ่งสินสมรส ซึ่งศาลจะแบ่งให้ฝ่ายละเท่ากัน (50/50)
 
ข้อยกเว้นและข้อควรทราบ
  • การทำสัญญาก่อนสมรส: หากมีการทำสัญญาก่อนสมรส (Pre-nuptial agreement) ไว้ จะเป็นการกำหนดการแบ่งสินทรัพย์ไว้ล่วงหน้า ทำให้การแบ่งสินสมรสเมื่อหย่าเป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญา
  • การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล: หากมีการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล ผลของการแบ่งสินทรัพย์จะมีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ยื่นฟ้องหย่า
  • การฟ้องหย่า: หากมีการฟ้องหย่า อาจมีรายละเอียดเพิ่มเติมที่ต้องจัดการตามข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับการเงิน 
สิทธิในการดูแลบุตร (อำนาจปกครอง) ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของครอบครัว โดย หากพ่อแม่จดทะเบียนสมรส อำนาจปกครองจะอยู่ที่ บิดามารดาร่วมกัน แต่หาก หย่าร้าง ศาลจะพิจารณา ให้อำนาจปกครองแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของบุตร และหาก ไม่ได้จดทะเบียนสมรส อำนาจปกครองจะอยู่ที่ มารดาแต่เพียงผู้เดียว เว้นแต่บิดาจะมาจดทะเบียนรับรองบุตร หรือยื่นฟ้องศาลเพื่อขอสิทธิ์
กรณีต่างๆ
  • พ่อแม่จดทะเบียนสมรส:
    • หย่ากัน: หากตกลงกันได้ ให้ระบุในข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าว่าใครมีอำนาจปกครอง หากตกลงไม่ได้ ศาลจะเป็นผู้ชี้ขาด โดยยึดตามประโยชน์ของบุตรเป็นสำคัญ
  • ไม่ได้จดทะเบียนสมรส:
    • มารดาเป็นผู้มีอำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว ตามกฎหมาย
    • บิดาสามารถขอรับอำนาจปกครองได้ โดยต้องจดทะเบียนรับรองบุตร หรือจดทะเบียนสมรสภายหลัง หรือหากตกลงกันไม่ได้ ก็ต้องยื่นฟ้องศาลเพื่อขอสิทธิ์
  • กรณีอื่นๆ:
    • บิดาหรือมารดาเสียชีวิต: อำนาจปกครองจะตกอยู่กับฝ่ายที่ยังมีชีวิตอยู่
    • บิดาหรือมารดาถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ: อำนาจปกครองจะอยู่ที่อีกฝ่ายหนึ่ง
    • ศาลสั่งให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง: ศาลจะสั่งเมื่อมีเหตุอันควร โดยคำนึงถึงประโยชน์ของบุตรเป็นหลัก 
 
สิทธิและหน้าที่ของบิดามารดา
  • บิดามารดาที่ได้รับอำนาจปกครอง: มีหน้าที่ดูแลบุตรด้านการศึกษา สุขภาพ และพัฒนาการ
  • ฝ่ายที่ไม่ได้ใช้อำนาจปกครอง: มีหน้าที่ในการ ให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ตามที่กฎหมายและศาลกำหนด 

หัวข้อคำถามยอดนิยมเกี่ยวกับ สัญญาเช่า (ที่อยู่อาศัยและอสังหาริมทรัพย์)

"ผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่า ทำอย่างไร?"
หากผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่า ให้ทำตามขั้นตอนดังนี้: ติดต่อผู้เช่าเพื่อเจรจา, ส่งหนังสือแจ้งเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร, พิจารณาใช้สิทธิ์ในสัญญาเช่น ริบเงินประกัน, คิดดอกเบี้ยหรือค่าปรับตามสัญญา, และสุดท้ายหากยังไม่ได้รับชำระ อาจยกเลิกสัญญาและดำเนินการทางกฎหมาย เช่น ฟ้องขับไล่. สำหรับการเช่ารายเดือน ต้องแจ้งเตือนล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วัน ก่อนยกเลิกสัญญา.
 
ขั้นตอนการดำเนินการ
 
ติดต่อและเจรจา:
      • สื่อสารกับผู้เช่าโดยตรงเพื่อสอบถามสาเหตุและหาทางแก้ไขร่วมกัน เช่น การปรับแผนการชำระเงิน.
    1. แจ้งเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร:
      • จัดทำหนังสือเตือนค่าเช่าล่าช้า ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนหรือมอบให้ผู้เช่าโดยตรง เพื่อให้มีหลักฐาน.
  • เรียกเก็บดอกเบี้ยและค่าปรับ (ถ้ามี):
    • หากสัญญาเช่าระบุไว้ ให้เรียกร้องค่าดอกเบี้ยผิดนัดและค่าปรับตามอัตราที่กำหนด.
  • ริบเงินประกัน:
    • หากผู้เช่าได้วางเงินประกันไว้ ผู้ให้เช่าอาจพิจารณาริบเงินประกันเพื่อชดเชยค่าเช่าที่ค้างได้.
  • บอกเลิกสัญญาเช่า:
    • หากผู้เช่ายังคงผิดนัดหลังจากได้รับหนังสือเตือนแล้ว ผู้ให้เช่าสามารถบอกเลิกสัญญาได้.
    • สำคัญ: สำหรับการเช่ารายเดือน จะต้องแจ้งเตือนผู้เช่าล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน เพื่อให้ผู้เช่ามีเวลาในการขนย้ายทรัพย์สิน.
  • ดำเนินการทางกฎหมาย:
    • หากไม่สามารถตกลงกันได้ ผู้ให้เช่ามีสิทธิฟ้องศาลเพื่อบังคับให้ผู้เช่าออกจากพื้นที่และเรียกร้องค่าเช่าที่ค้าง รวมถึงค่าเสียหายอื่นๆ ได้. 
ผู้ให้เช่า ไม่มีสิทธิ์ ล็อคห้องหรือตัดน้ำตัดไฟ เนื่องจากเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิของผู้เช่า ยกเว้นในกรณีที่ผู้เช่าผิดสัญญาและไม่ยอมย้ายออกหลังจากที่สัญญาเช่าสิ้นสุดแล้ว ผู้ให้เช่าต้องดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายเพื่อขับไล่ เช่น การยื่นฟ้องศาล
 
กรณีที่ผู้ให้เช่าไม่มีสิทธิ์:
  • การตัดน้ำตัดไฟ หรือล็อคห้อง: การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดสิทธิของผู้เช่าในการครอบครองและใช้ทรัพย์สินที่เช่า ถือเป็นความผิดฐานรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งผู้เช่าสามารถแจ้งความดำเนินคดีอาญาได้
  • กรณีผู้เช่าค้างค่าเช่า: ถึงแม้ผู้เช่าจะค้างค่าเช่า ผู้ให้เช่าก็ไม่มีสิทธิ์กระทำการดังกล่าวโดยพลการ แต่ต้องดำเนินการตามกฎหมาย 
สิ่งที่ผู้ให้เช่าควรทำหากผู้เช่าไม่ยอมจ่ายค่าเช่าและไม่ยอมย้ายออก:
  • แจ้งยกเลิกสัญญา: ควรแจ้งยกเลิกสัญญาเช่าให้ถูกต้องตามเงื่อนไขในสัญญา
  • ใช้สิทธิทางศาล: หากผู้เช่าไม่ยอมย้ายออกหลังจากหมดสัญญา ผู้ให้เช่าต้องยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งขับไล่ 
ข้อควรระวัง:
  • บางสัญญาระบุให้ผู้ให้เช่าสามารถกระทำการบางอย่างได้ แต่ผู้ให้เช่าควรตรวจสอบสัญญาอย่างรอบคอบและดำเนินการตามกฎหมาย
  • การกระทำใดๆ โดยพลการอาจนำไปสู่การถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้ 
การบอกเลิกสัญญาเช่าต้องแจ้งล่วงหน้าตาม ระยะเวลาที่ระบุในสัญญาเช่า หรือตามกฎหมาย หากไม่มีกำหนดไว้ในสัญญา ให้ใช้หลักเกณฑ์ดังนี้:
 
กรณีทั่วไป:
  • ผู้เช่าต้องแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน: หากผู้เช่าเป็นผู้บอกเลิกสัญญาและพักอาศัยมาแล้วอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของระยะเวลาสัญญา
  • ผู้ให้เช่าต้องแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 2 เดือน: หากเป็นสัญญาเช่าที่ไม่มีกำหนดเวลา
กรณีผู้เช่าผิดสัญญา:
  • การผิดสัญญาที่ไม่ร้ายแรง: ผู้ให้เช่าต้องบอกกล่าวให้แก้ไขเป็นหนังสือภายใน 30 วัน ก่อนจึงจะเลิกสัญญาได้
  • การผิดสัญญาที่ร้ายแรง: เช่น สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้เช่ารายอื่น ผู้ให้เช่าต้องบอกกล่าวล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน
  • กรณีผู้เช่ารายเดือนค้างชำระค่าเช่า: ผู้ให้เช่าสามารถบอกเลิกสัญญาได้ล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วัน
  • กรณีผู้เช่ารายวันหรือรายสัปดาห์ค้างชำระค่าเช่า: ผู้ให้เช่าสามารถบอกเลิกสัญญาได้ทันที
คำแนะนำ:
  • ควรอ่านและทำความเข้าใจ สัญญาเช่า ให้ดี เพื่อดูว่ามีข้อกำหนดเรื่องการแจ้งล่วงหน้าไว้หรือไม่
  • ควรแจ้งยกเลิกสัญญาเป็น ลายลักษณ์อักษร เพื่อเป็นหลักฐาน 
การคืนเงินมัดจำค่าเช่าต้องดูตาม สัญญาเช่า เป็นหลัก โดยทั่วไปผู้ให้เช่าจะคืนเงินมัดจำ ทันทีหลังสิ้นสุดสัญญา โดยหักค่าเสียหายหากมี หรือ หักค่าเช่าเดือนสุดท้าย ได้ตามที่ตกลงในสัญญา แต่ถ้าไม่มีข้อตกลงอาจจะหักไม่ได้
ขั้นตอนการคืนเงินมัดจำ
  1. ตรวจสอบสัญญาเช่า:
    • ดูว่ามีข้อตกลงที่ระบุเงื่อนไขการคืนเงินมัดจำไว้อย่างไร เช่น หักค่าเสียหาย หรือหักค่าเช่าเดือนสุดท้ายหรือไม่
    • ตรวจสอบว่าการกระทำของผู้เช่าขัดต่อสัญญาในสาระสำคัญหรือไม่
  2. การประเมินความเสียหายและค่าใช้จ่าย:
    • ผู้ให้เช่าประเมินความเสียหายและค่าใช้จ่ายที่เกิดจากผู้เช่า
    • หากมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม ผู้ให้เช่าต้องแสดงรายละเอียดและหลักฐาน เช่น ใบเสร็จ หรือใบเสนอราคา
  3. การคืนเงิน:
    • ผู้ให้เช่าคืนเงินมัดจำส่วนที่เหลือให้ผู้เช่า
    • ผู้ให้เช่าควรคืนเงินภายในระยะเวลาที่ตกลงกันในสัญญา
กรณีที่ผู้เช่าผิดสัญญา
  • หากผู้เช่าผิดสัญญา ผู้ให้เช่ามีสิทธิริบเงินมัดจำได้ แต่ต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้เช่าแก้ไขก่อน
  • ผู้ให้เช่าต้องแจ้งให้ผู้เช่าทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน 
 
กรณีการหักค่าเช่าเดือนสุดท้าย
  • ตามกฎหมาย เงินมัดจำมีไว้สำหรับประกันความเสียหายเท่านั้น
  • ผู้ให้เช่าสามารถหักเงินมัดจำเพื่อจ่ายค่าเช่าเดือนสุดท้ายได้ หากตกลงกันในสัญญา 
คำแนะนำเพิ่มเติม
  • ผู้เช่าควรตรวจสอบและอ่านสัญญาให้ละเอียดก่อนเซ็น และสอบถามข้อสงสัยให้ชัดเจน
  • ผู้เช่าควรถ่ายภาพหรือเก็บสำเนาสัญญาไว้เป็นหลักฐาน
  • หากผู้เช่าไม่พอใจกับการหักเงินมัดจำ สามารถร้องเรียนกับ สภาองค์กรของผู้บริโภค ได้ 

หัวข้อคำถามยอดนิยมเกี่ยวกับ การซื้อขาย (โดยเฉพาะที่ดิน บ้าน และรถยนต์)

"ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแล้วผู้ขายไม่ยอมโอน ทำอย่างไร?"
หากผู้ขายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและไม่ยอมโอนกรรมสิทธิ์ สามารถดำเนินการได้โดยยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้ศาลบังคับให้โอนกรรมสิทธิ์ หรือขอให้ศาลมีคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของผู้ขายเพื่อนำไปจดทะเบียนโอนได้ หากต้องการเรียกเงินคืนก็สามารถฟ้องร้องขอให้คืนเงินมัดจำพร้อมเบี้ยปรับตามสัญญาได้
 
ขั้นตอนการดำเนินการ
  1. ยื่นฟ้องต่อศาล: หากผู้ขายไม่ยอมโอนกรรมสิทธิ์ คุณสามารถยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อบังคับให้ผู้ขายปฏิบัติตามสัญญาได้
  2. ขอคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา: หากศาลมีคำพิพากษาตามที่ต้องการ คุณสามารถนำคำพิพากษานั้นไปใช้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ได้โดยไม่ต้องให้ผู้ขายไปดำเนินการเอง
  3. ขออายัดที่ดิน: เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ขายนำที่ดินไปขายให้คนอื่นก่อนที่คุณจะดำเนินคดีได้ทัน ให้รีบไปยื่นคำขออายัดที่ดินกับสำนักงานที่ดินโดยเร็วที่สุด โดยนำหลักฐานสัญญาจะซื้อจะขายและใบเสร็จรับเงินไปแสดง
  4. ดำเนินการฟ้องร้อง: เมื่อยื่นอายัดที่ดินแล้ว คุณจะมีเวลาเตรียมเอกสารและฟ้องร้องต่อศาลเพื่อบังคับให้โอนกรรมสิทธิ์
  5. ฟ้องเรียกเงินคืนและค่าเสียหาย: หากไม่ต้องการที่ดินแล้ว หรือหากผู้ขายนำที่ดินไปขายให้ผู้อื่นแล้ว คุณสามารถฟ้องเรียกเงินที่จ่ายไปคืนพร้อมเบี้ยปรับตามสัญญาได้ 
 
ข้อควรจำ
 
การฟ้องร้องคดีผิดสัญญาเป็นเรื่องทางกฎหมายแพ่ง ซึ่งต้องดำเนินการฟ้องร้องต่อศาล
  • หากไม่แน่ใจในขั้นตอนหรือความซับซ้อนของคดี ควรปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อขอคำแนะนำและให้ช่วยเหลือ 
ขายหรือผู้พัฒนาโครงการจะเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหายของบ้านที่พบหลังการซื้อขาย โดยทั่วไปมีเงื่อนไขและระยะเวลาดังนี้
  • โครงสร้างหลัก: ผู้ขาย/โครงการต้องรับผิดชอบในความเสียหายของโครงสร้างหลัก เช่น เสา คาน ฐานราก เป็นเวลา 5 ปี
  • ส่วนควบหรืออุปกรณ์: ความเสียหายอื่นๆ เช่น รั้ว กำแพง ที่เกิดจากการใช้งานปกติ จะรับผิดชอบเป็นเวลา 1 ปี
  • กรณีที่ผู้ขาย/โครงการไม่ต้องรับผิดชอบ: หากผู้ซื้อทราบถึงความเสียหายก่อนการโอนกรรมสิทธิ์แล้ว หรือความเสียหายนั้นเห็นได้ชัดเจนและผู้ซื้อรับบ้านไปโดยไม่ทักท้วง
  • วิธีการดำเนินการ:
    • แจ้งผู้ขาย/โครงการ: ส่งหนังสือแจ้งไปยังผู้ขาย/โครงการเพื่อแจ้งความชำรุดบกพร่อง และกำหนดระยะเวลาให้แก้ไข
    • รวบรวมหลักฐาน: ถ่ายรูปความเสียหายและจดบันทึกไว้เป็นหลักฐาน
    • ร้องเรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: หากผู้ขาย/โครงการไม่แก้ไขภายในเวลาที่กำหนด สามารถร้องเรียนไปยัง สคบ. หรือหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคได้
    • ฟ้องร้อง: หากจำเป็นต้องฟ้องร้องให้ผู้ขายรับผิดชอบ จะต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่วันที่พบความเสียหาย 
การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินต้องดำเนินการที่ สำนักงานที่ดิน ในท้องที่ที่ที่ดินตั้งอยู่ โดยมีขั้นตอนหลักคือ เตรียมเอกสาร, ยื่นคำขอและเอกสารที่สำนักงานที่ดิน, ลงนามต่อหน้าเจ้าหน้าที่, เจ้าหน้าที่จะประเมินราคาและคำนวณค่าใช้จ่าย, ชำระค่าธรรมเนียมและภาษี, และรับใบเสร็จและโฉนดที่ดิน. ผู้ซื้อและผู้ขายต้องไปดำเนินการด้วยตนเองพร้อมกัน หรือหากไม่สะดวก สามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการแทนได้.
 
1. เตรียมเอกสาร
  • โฉนดที่ดิน ฉบับจริงและสำเนา
  • บัตรประจำตัวประชาชน ฉบับจริงและสำเนา (ของผู้โอนและผู้รับโอน)
  • ทะเบียนบ้าน ฉบับจริงและสำเนา (ของผู้โอนและผู้รับโอน)
  • เอกสารอื่นๆ เช่น หนังสือเปลี่ยนชื่อ-สกุล, ใบสำคัญการสมรส/ใบหย่า (ถ้ามี)
  • หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี) พร้อมสำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้รับมอบอำนาจ
2. ขั้นตอนที่สำนักงานที่ดิน
  1. กรอกคำขอ และยื่นพร้อมเอกสารต่อเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์.
  2. รับบัตรคิว และรอเรียกที่ฝ่ายชำนาญงาน.
  3. ลงนาม ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ชำนาญงานเพื่อยืนยันการโอน.
  4. เจ้าหน้าที่ประเมินราคาที่ดิน และคำนวณค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียมการโอน.
  5. ชำระเงิน ที่ฝ่ายการเงิน เมื่อได้รับใบคำนวณ.
  6. มอบใบเสร็จสีเหลือง ให้เจ้าหน้าที่ และรับใบเสร็จสีฟ้า (สำหรับผู้โอน) และโฉนดที่ดินที่เปลี่ยนกรรมสิทธิ์แล้ว. 

หัวข้อคำถามยอดนิยมเกี่ยวกับ สัญญา (ทั่วไปและการผิดสัญญา)

"สัญญาแบบไหนถือเป็นโมฆะ (ไม่มีผล) หรือโมฆียะ (บอกล้างได้)?"
สัญญาที่เป็น โมฆะ คือสัญญาที่เสียเปล่ามาตั้งแต่ต้น ไม่มีผลทางกฎหมายตั้งแต่แรก เช่น มีวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี หรือไม่ทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด ส่วนสัญญาที่เป็น โมฆียะ คือสัญญาที่ยังสมบูรณ์และใช้บังคับได้จนกว่าจะถูก บอกล้าง ซึ่งมักเกิดจากการแสดงเจตนาผิดพลาด เช่น สำคัญผิด ถูกกลฉ้อฉล หรือถูกข่มขู่
 
สัญญาที่เป็น “โมฆะ”
  • วัตถุประสงค์ต้องห้าม: สัญญามีวัตถุประสงค์ที่ขัดต่อกฎหมาย ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดี เช่น สัญญาจ้างให้ไปฆ่าคน หรือสัญญาจดทะเบียนสมรสซ้อน
  • ไม่ทำตามแบบของกฎหมาย: สัญญาบางประเภทกฎหมายกำหนดให้ต้องทำเป็นหนังสือหรือจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่กลับทำด้วยวาจา เช่น สัญญาเช่าซื้อ ซึ่งหากไม่ทำเป็นหนังสือ สัญญาก็จะเป็นโมฆะ
  • วัตถุประสงค์เป็นไปไม่ได้: วัตถุประสงค์ของสัญญาเป็นไปไม่ได้ตั้งแต่ต้น เช่น จ้างให้ยกภูเขาหิมาลัยมาไว้หน้าบ้าน
  • การกระทำที่ไร้ความสามารถ: ผู้ทำสัญญาไม่มีความสามารถในการทำนิติกรรม เช่น เป็นบุคคลวิกลจริต 
สัญญาที่เป็น “โมฆียะ”
  • สำคัญผิดในสาระสำคัญ: ผู้ทำสัญญาสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพย์สินที่เป็นสาระสำคัญของนิติกรรมนั้น และหากไม่มีการสำคัญผิดนั้น ก็คงจะไม่มีนิติกรรมนั้นเกิดขึ้น
  • ถูกกลฉ้อฉล: ผู้ทำสัญญาถูกหลอกลวงจากอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุคคลภายนอกให้ทำสัญญา ซึ่งรวมถึงการใช้เอกสารปลอม หรือการนิ่งเฉยไม่บอกความจริงในกรณีที่ควรจะบอก
  • ถูกข่มขู่: ผู้ทำสัญญาถูกข่มขู่ให้ทำสัญญาเพราะกลัวภยันตรายที่ใกล้จะถึง
  • ทำโดยผู้เยาว์: ผู้ทำสัญญาเป็นผู้เยาว์ ซึ่งกฎหมายให้สิทธิในการบอกล้างได้ 

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.

หัวข้อคำถามยอดนิยมเกี่ยวกับ ละเมิด (อุบัติเหตุและความเสียหาย)

"ขับรถชนกัน ใครต้องรับผิดชอบ?"
ผู้ที่ขับขี่หรือมีพฤติกรรมที่ประมาทจนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหายเป็นหลัก โดยจะพิจารณาจากสถานการณ์ เช่น ใครเป็นฝ่ายผิดตามกฎจราจร และมีประกันภัยรถยนต์หรือไม่ ซึ่งทางบริษัทประกันจะเป็นผู้รับผิดชอบตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ หรือหากไม่มีประกัน ผู้ขับขี่ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมดด้วยตนเอง
 
ฝ่ายที่ต้องรับผิดชอบ
  • ผู้ขับขี่ประมาท: ผู้ที่มีพฤติกรรมการขับขี่ที่ประมาทและขัดต่อกฎหมายจราจรจะเป็นฝ่ายผิด
  • เจ้าของรถ: ในกรณีที่ให้ผู้อื่นยืมรถไปใช้ หากผู้ที่ยืมไปเป็นตัวแทนไปทำธุระแทนเจ้าของรถ เจ้าของรถก็อาจต้องมีส่วนรับผิดชอบร่วมด้วย 
บทบาทของบริษัทประกันภัย
 
  • ถ้ามีประกันภัย: บริษัทประกันจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหายตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ เช่น
    • ประกันชั้น 1: คุ้มครองทั้งค่าซ่อมรถของเราเองและคู่กรณี รวมถึงค่ารักษาพยาบาลด้วย
    • ประกันชั้น 2+: คุ้มครองค่าซ่อมรถคู่กรณี แต่ไม่คุ้มครองค่าซ่อมรถของเราเองหากเป็นฝ่ายผิด
    • ประกันชั้น 3+: คุ้มครองค่าซ่อมรถคู่กรณีเท่านั้น ไม่คุ้มครองค่าซ่อมรถของเรา
  • ถ้าไม่มีประกันภัย: ผู้ขับขี่จะต้องรับผิดชอบค่าเสียหายเองทั้งหมด
  • ประกัน พ.ร.บ.: ให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลสูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท และค่าชดเชยอื่นๆ ตามที่กฎหมายกำหนด
 
การจัดการเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
 
  1. ตรวจสอบที่เกิดเหตุ: ตำรวจจะเข้ามาตรวจสอบที่เกิดเหตุและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิจารณาว่าใครเป็นฝ่ายผิด
  2. ติดต่อบริษัทประกัน: หากมีประกันภัย ให้แจ้งบริษัทประกันภัยเพื่อเข้ามาช่วยประเมินและเจรจาค่าเสียหาย
  3. เจรจาข้อตกลง: หากตกลงกันได้โดยไม่มีผู้บาดเจ็บ สามารถเจรจาตกลงค่าเสียหายกันได้
  4. ดำเนินการตามกฎหมาย: หากตกลงกันไม่ได้ อาจต้องมีการดำเนินการทางกฎหมาย 
 
ข้อควรจำ
  • หากขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นบาดเจ็บหรือเสียชีวิต จะมีโทษทางอาญาตามกฎหมาย
  • หากขับรถขณะมึนเมาหรือใช้ยาเสพติด บริษัทประกันภัยจะไม่รับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมด 

หัวข้อคำถามยอดนิยมเกี่ยวกับ อายุความ

"คดีมีอายุความกี่ปี?"

หัวข้อคำถามยอดนิยมเกี่ยวกับ ประกัน และ จำนอง/จำนำ

"คนค้ำประกันต้องรับผิดชอบแค่ไหน?"

หัวข้อคำถามยอดนิยมเกี่ยวกับ นิติกรรม (ความสามารถของบุคคล และ การมอบอำนาจ)

"ผู้เยาว์ (เด็ก) ทำสัญญาเองได้หรือไม่?"
ติดต่อสำนักงานช่องทางไหนได้บ้าง ?
ส่งข้อความผ่านกล่องข้อความ
Scroll to Top